วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

พฤติกรรมสุขภาพ

1.      ความหมายของพฤติกรรมสุขภาพ

สุขภาพ หมายถึง ภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางใจ ทางสังคม และทางจิตวิญญาณที่เชื่องโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล

พฤติกรรมสุขภาพ หมายถึง การปฏิบัติหรือกิจกรรมใดๆ ในด้านการป้องกัน การสร้างเสริม การรักษาและการฟื้นฟูสุขภาพ อันมีผลต่อสภาวะทางสุขภาพของบุคคล

2. ประเภทของพฤติกรรมสุขภาพ

1) พฤติกรรมการป้องกัน หมายถึง การปฏิบัติของบุคคลในการป้องกัน
2) พฤติกรรมเมื่อเจ็บป่วย หมายถึง การปฏิบัติที่บุคคลกระทำเมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติหรือเจ็บป่วย
3) พฤติกรรมบทบาทของการเจ็บป่วย หมายถึง การปฏิบัติที่บุคคลกระทำหลังจากได้ทราบผลการวินิจฉัยโรคแล้ว


3. องค์ประกอบของพฤติกรรมสุขภาพ

1) พฤติกรรมด้านความรู้ หรือ พุทธิปัญญา หมายถึง สิ่งที่แสดงให้บุคคลนั้นรู้และคิดเกี่ยวกับสูขภาพหรือโรคต่างๆ
2) พฤติกรรมด้านทัศนคติ ค่านิยม ความรู้สึก ความชอบ หมายถึง สภาพความพร้อมทางจิตใจของบุคคลเกี่ยวกับสุขภาพ
3) พฤติกรรมด้านการปฏิบัติ หมายถึง สิ่งที่บุคคลปฏิบัติออกมา


4. ลักษณะของพฤติกรรมสุขภาพ

1) พฤติกรรมที่พึงประสงค์ หมายถึง พฤติกรรมที่บุคคลปฏิบัติแล้วส่งผลดีต่อสุขภาพของบุคคลนั้นๆเอง
2) พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ หรือ พฤติกรรมเสี่ยง หมายถึง พฤติกรรมที่บุคคลปฏิบัติแล้วอาจนำไปสู่การเกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของตนเองและผู้อื่น






สุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ

1. ดูแลรักษาร่างกาย และของใช้ให้สะอาด
2. รักษาฟันให้แข็งแรง และแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง
3. ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังการขับถ่าย
4. กินอาหารสุข สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด
5. งดบุหรี่ สุรา สารเสพติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ
6. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น
7. ป้องกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท
8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี
9. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
10. มีสำนึกต่อส่วนรวม ร่วมสร้างสรรค์สังคม

สัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับการส่งเสริมสุขภาพ

สิ่งแวดล้อม คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมนุษย์ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต รวมทั้งที่เป็นรูปธรรม (สามารถจับต้องและมองเห็นได้) และนามธรรม (ตัวอย่างเช่นวัฒนธรรมแบบแผน ประเพณี ความเชื่อ) มีอิทธิพลเกี่ยวโยงถึงกัน เป็นปัจจัยในการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ผลกระทบจากปัจจัยหนึ่งจะมีส่วนเสริมสร้างหรือทำลายอีกส่วนหนึ่ง อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ สิ่งแวดล้อมเป็นวงจรและวัฏจักรที่เกี่ยวข้องกันไปทั้งระบบ



สิ่งแวดล้อมแบ่งออกเป็นลักษณะกว้าง ๆ ได้ 2 ส่วนคือ
1.      สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ป่าไม้ ภูเขา ดิน น้ำ อากาศ ทรัพยากร
2. สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ชุมชนเมือง สิ่งก่อสร้างโบราณสถาน ศิลปกรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม
ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ
1.      มลพิษทางอากาศ หมายถึง ภาวะอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริมาณที่สูงกว่าระดับปกติเป็นเวลา นานพอที่จะทำให้เกิดอันตรายแก่มนุษย์ สัตว์ พืช หรือทรัพย์สินต่าง ๆ อาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ฝุ่นละอองจากลมพายุ ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ไฟไหม้ป่าก๊าซธรรมชาติอากาศเสียที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติเป็นอันตรายต่อมนุษย์ น้อยมากเพราะแหล่งกำเนิดอยู่ไกลและปริมาณที่เข้าสู่สภาพแวดล้อมของมนุษย์และ สัตว์มีน้อย กรณีที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ได้แก่มลพิษจากท่อไอเสียของรถยนต์จากโรงงาน อุตสาหกรรมจากขบวนการผลิตจากกิจกรรมด้านการเกษตรจากการระเหยของก๊าซบางชนิด ซึ่งเกิดจากขยะมูลฝอยและของเสีย
2.       มลพิษทางน้ำ(Water Pollution) น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรง ชีวิตมนุษย์ นอกเหนือจากการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันแล้ว น้ำยังมีบทบาทสูงในการรังสรรค์อารยะธรรมความมั่นคงและมั่งคั่งของสังคม มนุษย์ชาติได้ประโยชน์มหาศาลจากทรัพยากรน้ำมาโดยตลอด แต่ในปัจจุบันปัญหาการขาดแคลนน้ำ และการเกิดมลพิษทางน้ำ ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ เนื่องจากผู้ใช้น้ำส่วนใหญ่ขาดความรับรู้และจิตสำนึกรับผิดชอบต่อปัญหาที่ เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้สถานการณ์ของทรัพยากรน้ำอาจเกิดปัญหาใหญ่ถึงขั้น วิกฤติ โดยเฉพาะในด้านการขาดแคลนน้ำทั้งนี้เนื่องจาก
- แนวโน้มที่จะเกิดภัยแล้งมากขึ้น
- น้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ มีคุณภาพลดลง
- การใช้น้ำฟุ่มเฟือยในกิจการต่าง ๆ อันได้แก่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การใช้น้ำในครัวเรือนและธุรกิจ บริการต่าง ๆ
3.      มลพิษทางดิน(Soil Pollution or Land Pollution) หมายถึง ดินที่เสื่อมค่า ไปจากเดิมและหรือมีสารมลพิษเกินขีดจำกัดจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และพลานามัย ตลอดจน การเจริญเติบโตของพืช และสัตว์ ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม
ปัญหามลพิษของดินเกิดขึ้นจากการทำลายหรืการเกิดการถดถอยของคุณภาพหรือคุณลักษณะ ของสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ที่เกิดจากมลสาร (Pollutant) ที่ก่อให้เกิดมลภาวะ ดินเป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กสามารถฟุ้งกระจายไปในอากาศดินจะมลสารที่ก่อให้ เกิดปัญหามลพิษทางอากาศซึ่งความรุนแรงนั้นขึ้นอยู่กับจะขึ้นกับว่าอนุภาคดิน นั้นมีองค์ประกอบอย่างไรสภาพทางอุตุนิยมวิทยาสภาพพื้นที่เป็นต้นในกรณีที่ คล้ายคลึงกันหากอนุภาคดินถูกพัดพาไปยังแหล่งน้ำดินที่เป็นมลสารจะก่อให้เกิด ปัญหามลพิษทางน้ำโดยตรงทั้งทางคุณภาพและปริมาณอีกทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาโดย อ้อมเมื่ออนุภาคดินนั้นมีธาตุอาหารที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชน้ำก่อ ให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนในแหล่งน้ำสัตว์น้ำในแหล่งน้ำนั้นได้รับผลกระทบเกิด กลิ่นเหม็นของก๊าซไข่เน่า (hydrogen sulfide, H2S)
4.      มลพิษทางเสียง (noise pollution) เสียงดัง (loud noise) หรือเสียงรบกวน (noise) หมายถึง สภาวะที่มีเสียงดังเกินปกติหรือเสียงดังต่อเนื่องยาวนานจนก่อให้เกิด ความรำคาญหรือเกิดอันตรายต่อระบบการได้ยินของมนุษย์และหมายรวมถึงสภาพแวด ล้อมที่มีเสียงสร้างความรบกวน ทำให้เกิดความเครียดทั้งทางร่างกายและ จิตใจ ทำให้ตกใจ หรือบาดหูได้เช่นเสียงดังมากเสียงต่อเนื่องยาวนานไม่จบสิ้นเป็นต้นมลพิษทาง เสียงเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมืองใหญ่ที่เกิดพร้อมกับการเปลี่ยน แปลงทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและวัฒนธรรมรวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะ เป็นเสียงดังจากยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์เสียงดังจากเครื่องจักรเสียงดัง จากการก่อสร้างเสียงดังจากเครื่อง ขยายเสียง โทรทัศน์ วิทยุ และอุปกรณ์สื่อสาร เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งเสียงสนทนาที่ดังเกินควรและไม่ถูก กาลเทศะ ทุกคนควรตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ปลูกฝังแนวคิดค่านิยมในการดูแลสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่ในบ้าน ในชุมชน และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัด และช่วยกันพัฒนาสิ่งแวดล้อมเพื่อการมีสุขภาพดี
ข้อปฏิบัติ
1. ให้มีการกำจัดขยะในบ้าน และทิ้งขยะในที่รองรับ
2. หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุอุปกรณ์ ที่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม
3. ให้มีและใช้ส้วมที่ถูกสุขลักษณะ
4. ให้มีการกำจัดน้ำทิ้งในครัวเรือน และโรงเรียนที่ถูกต้อง
5. ใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด
6. อนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม



วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

^___________________^


มาออกกำลังกายกันเถอะ

การออกกำลังกายไม่ได้หมายถึงการต้องไปแข่งขันกีฬากับผู้อื่น แต่การออกกำลังกายเป็นการแข่งขันกับตัวเอง หลายคนก่อนจะออกกำลังกายมักจะอ้างเหตุผลของการไม่ออกกำลังกาย เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ปัญหาเกี่ยวกับอากาศ ทั้งหมดเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย แต่ลืมไปว่าการออกกำลังกายอาจจะให้ผลดีมากกว่าสิ่งที่เขาเสียไปเป็นที่น่าดีใจว่าการออกกำลังให้สุขภาพดีไม่ต้องใช้เวลา มากมาย เพียงแค่วันละครึ่งชั่วโมงก็พอ และก็ไม่ต้องใช้พื้นที่หรือเครื่องมืออะไร มีเพียงพื้นที่ในการเดินก็พอแล้ว  การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย การออกกำลังกายช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมีสุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บไม่ป่วยง่ายการออกกำลังจะทำให้รูปร่างดูดี กล้ามเนื้อแข็งแรง ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันโรคกระดูกพรุน ป้องกันโรคอ้วน การออกกำลังกายทำให้ร่างกายสดชื่น มีพลังที่จะทำงานและต่อสู้กับชีวิต นอกจากนั้นยังสามารถลดความเครียดได้ด้วย  การออกกำลังกายสามารถทำได้หลายวิธี เช่น เล่นฟุตบอล,บาสเกตบอล,ว่ายน้ำ,เทควันโด การเดินหรือการขยับอยู่กับที่ก็ถือว่า เป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วยเช่นกัน การออกำลังกายที่ดีควรออกกำลังกายอย่างน้องสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละอย่างน้อง 30 นาที การออกกำลังที่ดีก็ควรจำกัดในเรื่องของความปลอดภัยในการออกำลังกาย คำนึงถึงอายุ โรคประจำตัวของตัวผู้ออกกำลังกายไม่เช่นนั้นแล้วการออกำลังกายอาจส่งผลร้ายแรงจนถึงชีวิตได้ เทคนิคของการออกกำลังกายเป็นประจำ ให้ได้ผลสามารถทำได้หลายวิธีเช่น เลือกการออกกำลังกายที่ชอบที่สุด และสะดวกที่สุด,เป็นไปได้ควรจะมีกลุ่มเพื่อออกกำลังกายร่วมกันเพราะกลุ่มจะช่วยกันประคับประคอง, ตั้งเป้าหมายการออกกำลังและการรับประทานทุกเดือนโดยอย่าตั้งเป้าหมายสูงเกินไปที่สำคัญการออกกำลังแม้เพียงเล็กน้อยดีกว่าการไม่ออกกำลังกาย




วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ภูมิปัญญาไทย


ภูมิปัญญาไทย หมายถึง ความรู้ ความสามารถ ทักษะและเทคนิคการตัดสินใจ ผลิตผลงานของบุคคล อันเกิดจากการสะสมองค์-ความรู้ทุกด้านที่ผ่านกระบวนการสืบทอด พัฒนาปรับปรุง และเลือกสรรมาแล้วเป็นอย่างดีสามารถแก้ไขปัญหา และพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทยได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัย
          ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือภูมิปัญญาชาวบ้านหมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวบ้านคิดขึ้นได้เองและนำมาใช้ในการแก้ปัญหา เป็นเทคนิควิธี เป็นองค์ความรู้ของชาวบ้าน ทั้งทางกว้างและทางลึกที่ชาวบ้านคิดเอง ทำเอง โดยอาศัยศักยภาพที่มีอยู่แก้ปัญหาการดำเนินชีวิตในท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสมกับยุคสมัยความเหมือนกันของภูมิปัญญาไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ เป็นองค์ความรู้ และเทคนิคที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ ซึ่งได้สืบทอดและเชื่อมโยงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
          ความต่างกันของภูมิปัญญาไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ ภูมิปัญญาไทย เป็นองค์ความรู้และความสามารถโดยส่วนรวม เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ ส่วน ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นองค์ความรู้และความสามารถในระดับท้องถิ่นซึ่งมีขอบเขตจำกัดในแต่ละท้องถิ่น เช่น ภาษาไทยเป็นภูมิปัญญาไทย ในขณะที่ภาษาอีสานเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น
          ผู้ทรงภูมิปัญญาไทย หมายถึง บุคคลผู้เป็นเจ้าของภูมิปัญญา หรือเป็นผู้นำภูมิปัญญาต่างๆมาใช้ประโยชน์จนประสบความสำเร็จ มีผลงานดีเด่นเป็นที่ยอมรับและได้รับการยกย่องในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญ สามารถเผยแพร่และถ่ายทอดเชื่อมโยงคุณค่าของภูมิปัญญาในแต่ละสาขานั้นๆ ให้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง
          ปราชญ์ชาวบ้าน หมายถึง บุคคลผู้เป็นเจ้าของภูมิปัญญาชาวบ้าน และนำภูมิปัญญามาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตจนประสบผลสำเร็จสามารถถ่ายทอดเชื่อมโยงคุณค่าของอดีตกับปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม
          ความเหมือนกันระหว่างผู้ทรงภูมิปัญญาไทยกับปราชญ์ชาวบ้านคือ บทบาทและภารกิจในการนำภูมิปัญญาไปใช้แก้ปัญหา และการถ่ายทอดเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงจากอดีตถึงปัจจุบัน ส่วนความแตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับระดับภูมิปัญญาที่จะนำไปแก้ปัญหาและถ่ายทอดกล่าวคือ ผู้ทรงภูมิปัญญาไทยย่อมมีความสามารถหรือภารกิจในการนำภูมิปัญญาระดับชาติไปแก้ปัญหา หรือถ่ายทอด หรือผลิตผลงานใหม่ๆ ที่มีคุณค่าต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม ส่วนปราชญ์ชาวบ้านมีความสามารถหรือภารกิจในการนำภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นไปแก้ปัญหาหรือถ่ายทอดในท้องถิ่น
          อย่างไรก็ตาม ภูมิปัญญาไทย และ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ย่อมมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกัน เพราะภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้นถือว่าเป็นฐานหลักแห่งภูมิปัญญาไทยเปรียบเหมือนฐานเจดีย์
ลักษณะของภูมิปัญญาไทย
ลักษณะของภูมิปัญญาไทย มีดังนี้
          ๑. ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะเป็นทั้งความรู้ทักษะ ความเชื่อ และพฤติกรรม
          ๒. ภูมิปัญญาไทยแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ
          ๓. ภูมิปัญญาไทยเป็นองค์รวมหรือกิจกรรมทุกอย่างในวิถีชีวิตของคน
          ๔. ภูมิปัญญาไทยเป็นเรื่องของการแก้ปัญหา การจัดการ การปรับตัว และการเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดของบุคคล ชุมชน และสังคม
          ๕. ภูมิปัญญาไทยเป็นพื้นฐานสำคัญในการมองชีวิต เป็นพื้นฐานความรู้ในเรื่องต่างๆ
          ๖. ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะเฉพาะ หรือมีเอกลักษณ์ในตัวเอง
          ๗. ภูมิปัญญาไทยมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปรับสมดุลในพัฒนาการทางสังคม
แนวทางการใช้ภูมิปัญญาไทยเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในชุมชน

การแพทย์แผนไทย( Thai Traditional Medicine ) หมายถึง กระบวนการทางการแพทย์เกี่ยวกับการตรวจ วินิจฉัย บำบัด รักษา การป้องกันโรค หรือการฟื้นฟูสุขภาพ

การแพทย์แผนไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับชุมชนของตัวเองได้ เช่น

การนวดแผนไทย เป็นภูมิปัญญาในการรักษาโรค การนวดไทยแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่

1.  การนวดแบบราชสำนัก

2.  การนวดแบบเชลยศักดิ์

การนวดไทยมีผลดีต่อสุขภาพในหลายๆด้าน เช่น การกระตุ้นระบบประสาท  และช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลือง เป็นต้น

กระประคบสมุนไพร เป็นการใช้สมุนไพรในการฟื้นฟูสุขภาพโดยการนำสมุนไพรมาห่อและนำไปประคบบริเวณที่มีอาการปวดเมื่อย จะสามารถช่วยบรรเทาอาการได้

น้ำสมุนไพร ผักพื้นบ้านและอาหารเพื่อสุขภาพ น้ำสมุนไพร และอาหารช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรงอยู่ในภาวะปกติ โดยเกิดจากความเฉลียวฉลาดของบรรพบุรุษ เช่น น้ำขิงช่วยในการขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ

การทำสมาธิ สวดมนต์ และภาวนาเพื่อการรักษาโรค เป็นวิถีชีวิต และความเชื่อ จัดว่าเป็นภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยซึ่งมีผลต่อสภาพจิตใจเป็นอย่างดี เพราะการนั่งสมาธิ สวดมนต์และการภาวนาช่วยให้มีจิตใจที่บริสุทธิ์ และทำให้จิตใจเกิดความสงบ

กายบริหารแบบไทย หรือกายบริหารท่าฤาษีดัดตน เป็นภูมิปัญญาเกิดขึ้นจากการเล่าต่อๆกันมาของผู้ที่นิยมนั่งสมาธิ เมื่อปฏิบัติอย่างถูกต้องจะช่วยรักษาอาการปวดเมื่อย ทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดี สร้างสมาธิ และผ่อนคลายความเครียดได้
คุณค่าของภูมิปัญญาไทย

        ทางด้านการสร้างความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรี เกียรติภูมิแก่คนไทย

        คนไทยในอดีตที่มีความสามารถปรากฏในประวัติศาสตร์มีมาก เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ เช่น นายขนมต้มเป็นนักมวยไทยที่มีฝีมือเก่งในการใช้อวัยวะทุกส่วน ทุกท่าของแม้ไม้มวยไทย สามารถชกมวยไทย จนชนะพม่าได้ถึงเก้าคนสิบคนในคราวเดียวกัน แม้ในปัจจุบันมวยไทยก็ยังถือว่า เป็นศิลปะชั้นเยี่ยม เป็นที่นิยมฝึก และแข่งขันในหมู่คนไทยและชาวต่างประเทศ ปัจจุบันมีค่ายมวยไทยทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 30,000 แห่ง ชาวต่างประเทศที่ได้ฝึกมวยไทยจะรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจ ในการที่จะใช้กติกาของมวยไทย เช่น การไหว้ครูมวยไทย การออกคำสั่งในการชกเป็นภาษาไทยทุกคำ เช่น คำว่า "ชก" "นับหนึ่งถึงสิบ" เป็นต้น ถือเป็นมรดกภูมิปัญญาไทย นอกจากนี้ ภูมิปัญญาไทยที่โดดเด่นยังมีอีกมากมาย เช่น มรดกภูมิปัญญาทางภาษาและวรรณกรรม โดยที่มีอักษรไทยเป็นของตนเองมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย และวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน วรรณกรรมไทยถือว่าเป็น วรรณกรรมที่มีความไพเราะ ได้อรรถรสครบทุกด้าน วรรณกรรม หลายเรื่องได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา ด้านอาหาร อาหารไทยเป็นอาหารที่ปรุงง่าย พืชที่ใช้ประกอบอาหารส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพร ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นและราคาถูก มีคุณค่าทางโภชนาการ และยังป้องกันโรคได้หลายโรค เพราะส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ขิง ข่า กระชาย ใบมะกรูด ใบโหระพา ใบกะเพรา เป็นต้น



ตัวอย่างของภูมิปัญญาไทย

        ปลาตะเพียน เป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ การทำรูปปลาตะเพียนจากใบลานแล้วแขวนไว้ในบ้านเรือน จึงนิยมทำกันมาตั้งแต่ครั้งอดีต และปรากฏหลักฐานว่า เมื่ออยุธยายังเป็นเมืองศูนย์กลางการปกครองนั้น แหล่งขายปลาตะเพียนจะอยู่ในย่านป่าโทนใกล้กับสะพานชีกุนจะผลิตออกจำหน่ายใน ๒ รูปแบบ แบบแรก จะเป็นสีใบลานธรรมชาติ แบบที่สอง จะเขียนสีบนใบลานเป็นลวดลายต่างๆ


        กลองชัยมงคล หรือกลองชัย เป็นกลองที่เก่าแก่ดั้งเดิมของล้านนา ปรากฏชื่อในคัมภีร์ธรรมล้านนา เป็นกลองต้นแบบที่พัฒนาไปสู่กลองปูชาและกลองสะบัดชัยในปัจจุบัน จากช่วงเวลาในอดีตจวบจนปัจจุบัน กลองชัยมงคลก็ดี กลองปูชาก็ดีกลองสะบัดชัยก็ดี ยังคงมีบทบาทหน้าที่รับใช้สังคมเสมอมา

กระประคบสมุนไพร

เป็นการใช้สมุนไพรในการฟื้นฟูสุขภาพโดยการนำสมุนไพรมาห่อและนำไปประคบบริเวณที่มีอาการปวดเมื่อย จะสามารถช่วยบรรเทาอาการได้


น้ำสมุนไพร ผักพื้นบ้านและอาหารเพื่อสุขภาพ

น้ำสมุนไพร และอาหารช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรงอยู่ในภาวะปกติ โดยเกิดจากความเฉลียวฉลาดของบรรพบุรุษ เช่น น้ำขิงช่วยในการขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ


การทำสมาธิ สวดมนต์ และภาวนาเพื่อการรักษาโรค

เป็นวิถีชีวิต และความเชื่อ จัดว่าเป็นภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยซึ่งมีผลต่อสภาพจิตใจเป็นอย่างดี เพราะการนั่งสมาธิ สวดมนต์และการภาวนาช่วยให้มีจิตใจที่บริสุทธิ์ และทำให้จิตใจเกิดความสงบ


กายบริหารแบบไทย หรือกายบริหารท่าฤาษีดัดตน

 เป็นภูมิปัญญาเกิดขึ้นจากการเล่าต่อๆกันมาของผู้ที่นิยมนั่งสมาธิ เมื่อปฏิบัติอย่างถูกต้องจะช่วยรักษาอาการปวดเมื่อย ทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดี สร้างสมาธิ และผ่อนคลายความเครียดได้








 


วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ร่างกายของเรา

ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์ ขนาดที่แตกต่างกันออกไปเป็นจำนวนนับล้านๆ เซลล์ กลุ่มเซลล์แต่ละเซลล์ก็จะทำหน้าที่เฉพาะอย่างกันออกไป เรียกว่า   เนื้อเยื่อ  เนื้อเยื่อชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกัน  เมื่อรวมกลุ่มร่วมกันทำหน้าที่ จะเรียกว่า  อวัยวะ  อวัยวะหลายๆอวัยวะ ทำงานประสานกันก็จะเกิดเป็น  ระบบ
ระบบ ที่สำคัญต่างๆในร่างกาย  เช่น ระบบขับถ่ายปัสสาวะ ก็จะประกอบไปด้วย  ไต ท่อไต กรเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ  เป็นต้น



ความสำคัญและหลักการของกระบวนการสร้างเสริม และดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย
         
มนุษย์จะดำรงอยู่ได้ด้วยการทำงานของอวัยวะต่างๆ   ในการแบ่งส่วนประกอบของร่างกายออกเป็นระบบต่างๆ
จะช่วยให้เข้าใจการทำงานของระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้องง่ายขึ้น  ระบบต่างๆในร่างกายต้องพึ่งพาและทำงานสัมพันธ์กัน เช่น ระบบน้ำย่อยอาหารต้องมีน้ำย่อย  ดังนั้น ระบบทุกระบบในร่างกายต้องทำงานสัมพันธ์กัน  หากมีอวัยวะใดหรือระบบใดอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดผิดปกติ  ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบอื่นๆ ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่

หลักการของกระบวนการสร้างเสริมและดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย

1 รักษาอนามัยส่วนบุคคล  ได้แก่ การอาบน้ำให้สะอาดทุกวัน เป็นต้น
2. บริโภคอาหารให้ถูกต้องและเหมาะสม เช่น การรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
4. พักผ่อนให้เพียงพอ
5.ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
6.หลีกเลี่ยงบายมุขและสิ่งเสพติด
7.ตรวจเช็คร่างกาย เช่น การตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ระบบประสาท
ระบบประสาท คือ ระบบที่ประกอบด้วยสมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาททั่วทั้งร่างกาย จะทำหน้าที่ร่วมกัน ควบคุมการทำงาน การรับรู้ความรู้สึกของอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย  สมองและไขสันหลังจะเป็นศูนย์กลางคอนรับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าทั้งภายในและภายนอกร่างกาย  แล้วส่งคำสั่งผ่านเส้นประสาทที่กระจายอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย

องค์ประกอบของระบบประสาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ
1.ระบบประสาทส่วนกลาง  ประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง
สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญ สมองแบ่งอกเป็น 2 ชั้น คือ ชั้นนอกมีสีเทา เรียกว่า เกรย์แมตเตอร์ ซึ่งเป็นที่รวมของเซลล์ประสาท และชั้นในมีสีขาว เรียกว่า ไวท์แมตเตอร์ เป็นส่วนของใยประสาทที่ออกจากเซลล์ประสาท
สมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ
1.สมองส่วนหน้า ประกอบด้วย
-ซีรีบรัม ทำหน้าที่เกี่ยวกับ ความจำ ความคิด ไหวพริบ
-ทาลามัส ทำหน้าที่ เป็นสถานีถ่ายทอดกระแสประสาทที่รับความรู้สึก
-ไฮโพทาลามัส ทำหน้าที่ควบคุมอุณภูมิร่างกาย ความหิว เป็นต้น
2.สมองส่วนกลาง
-มิดเบรน ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเลื่อนไหวของลูกตาและม่านตา
3.สมองส่วนท้าย
-ซีรีเบลลัม ทำหน้าที่ในการดูแลการทำงานของส่วนต่างๆของร่างกาย และระบบกล้ามเนื้อเยื่อต่างๆ
-พอนส์ ทำหน้าที่ ควบคุมการทำงานบางอย่างเช่น การเคี้ยวอาหาร การหลั่งน้ำลายเป็นต้น
-เมดัลลา ทำหน้าที่ ควบุมกิจกรรมของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น การเต้นของหัวใจ การหายใจ เป็นต้น
 
ไขสันหลัง
ทำหน้าที่รับกระแสประสาทจากส่วนต่างๆของร่างกายส่งไปยังสมองและรับกระแสประสาทตอบสนองจากสมองเพื่อส่งไปยังอวัยวะต่างๆในร่างกาย

 
2.ระบบประสาทส่วนปลาย
จะทำหน้าที่นำความรู้สึกจากส่วนต่างๆของร่างกายเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางไปยังอวัยวะปฏิบัติงาน
1.เส้นประสาทสมอง มีอยู่ 12 คู่
2.เส้นประสาทไขสันหลัง มีอยู่ 31 คู่
3.ระบบประสาทอัตโนมัติ ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะที่อยู่นอกอำนาจจิตใจ เช่นการ เต้นของหัวใจ เป็นต้น
ระบบสืบพันธุ์
 
เป็นระบบที่เกี่ยวกับการเพิ่มจำนวนของสิ่งมีชีวิตให้มากขึ้นตามธรรมชาติและทดแทนสิ่งมีชีวิตรุ่นเก่าที่ตายไป
อวัยวะสืบพันธุ์เพศชายประกอบด้วย ส่วนต่างๆดังนี้
อัณฑะ,ถุงหุ้มอัณฑะ,หลอดเก็บอสุจิ,หลอดนำตัวอสุจิ,ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ,ต่อมลูกหมาก,ต่อมคาวเปอร์
โดยทั่วไปเพศชายจะเริ่มสร้างตัวอสุจิเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น คืออายุประมาณ 12-13ปีและสร้างไปจนตลอดชีวิต
อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงประกอบด้วย ส่วนต่างๆดังนี้
รังไข่,ท่อนำไข่,มดลูก,ช่องคลอด
การตกไข่ คือการที่ไข่สุกและออกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่ ในช่วงกึ่งกลางของรอบเดือน ถ้านับวันแรกที่มีประจำเดือนเป็นวันที่ 1 การตกไข่จะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 13-15
การมีประจำเดือน เกิดจากผนังมดลูกลอกออกมาเมื่อไข่ไม่ได้รับการผสมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามเองธรรมชาติ

ระบบต่อมไร้ท่อ
ระบบต่อมไร้ท่อ เป็นระบบที่ผลิตสารที่เรียกว่า ฮอร์โมน ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ฮอร์โมนจะทำงานโดยประสานกับระบบประสาท เราจึงเรียกระบบต่อมไร้ท่อและระบบประสาทนี้ว่า ระบบประสานงาน